วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บทที่ 6 ทรัพย์สินทางปัญญา



       ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิทธิทางกฎหมายที่มีอยู่เหนือสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทางปัญญาของมนุษย์ "ผลงานอันเกิดจากการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์"

ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
 
 1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial property)
 2. ลิขสิทธิ์ (Copyright) 


     ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม สามารถแบ่งประเภทออกได้ดังนี้
 
1.1 สิทธิบัตร (Patent)
 
1.2 เครื่องหมายการค้า (Trademark)
 
1.3 ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
 
1.4 ชื่อทางการค้า (Trade Name)
 
1.5 สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indication)



    หนังสือที่สําคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดคิน (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) บัญญัติให้เจ้าของสิทธิบัตร มีสิทธิ์เด็ดขาด หรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์สิทธิที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จํากัดช่วงหนึ่งเท่านั้น 
อาจแยกคํานิยามของ “สิทธิบัตร” ได้เป็น 2 ความหมาย ดังนี้
 
• สิทธิบัตร   หมายถึง หนังสือสําคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกําหนด

• สิทธิบัตร   หมายถึง สิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิเด็ดขาดหรือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิบัตรนั้น เช่น การผลิตและจําหน่ายเป็นต้น และสิทธิที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จํากัดช่วงหนึ่งเท่านั้น









    การประดิษฐ์ คือ การคิดค้นหรือคิดทําขึ้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ หรือกรรมวิธีใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับกลไก โครงสร้าง หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์ สิ่งของ หรือเครื่องใช้ต่างๆ หรือเป็นการประดิษฐ์เกี่ยวกับกรรมวิธีกระบวนการ หรือวิธีการใหม่ๆ ในการผลิต การเก็บรักษา ให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดีขึ้น

การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้
 
– ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ เป็นการประดิษฐ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้หรือแพร่หลายมาก่อนในประเทศ
– สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ 20 ปี นับจากวันยื่นคําขอรับสิทธิบัตร









    

การออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างไปจากเดิม การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้
– ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมหรือ หัตถกรรม คือเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศหรือยังไม่ได้เปิดเผยสาระสําคัญหรือรายละเอียดในเอกสาร
– สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคําขอรับสิทธิบัตร
 











   
     ผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ หรือเรียกอีกอย่างว่า อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) จะมีลักษณะคล้ายกันกับการประดิษฐ์แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย เป็นการให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้น เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่แตกต่างกันตรงที่การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตร เป็นการประดิษฐ์ที่มีเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย และมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

การออกแบบผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้

– เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือ ยังไม่เคยมีจําหน่ายหรือขายมาก่อน หรือยังไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ใดๆ ในทีวี หรือวิทยุ มาก่อน 
– สามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และ พาณิชยกรรมได้
– อนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 6 ปี นับจากวันยื่นคําขอรับอนุสิทธิบัตร สามารถต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมเป็น 10 ปี



     คือ เครื่่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ อาจเป็นภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คํา ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ หรือสิ่งเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งรวมกันก็ได้ ใช้เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นอาจกล่าวได้ว่า คือ ตราสินค้า หรือ ยี่ห้อสินค้า




เครื่องหมายสําหรับสินค้า (Goods Marks) คือตราสินค้าที่ติดอยู่กับตัวสินค้าเพื่อให้จดจําง่ายนั้นเอง ซึ่งเราได้พบเห็นกันอยู่ทั่วไป เช่น ตราของโค้ก , หลุยส์วิคตอง ที่มีรูปลักษณ์เฉพาะตัว



เครื่องหมายบริการ (Service Mark) เครื่องหมายที่ใชhในธุรกิจบริการ เช่น การบินไทย, FedEx



 เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) เป็นเครื่องหมายที่รับรองคุณภาพของสินค้า 

เครื่องหมายร่วม(Collective Mark) เป็นเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับบริษัทในเครือ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์                                          ไทย




        ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคล ซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่นําไปใช้ประโยชน์ทางการค้าเนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้ มาตรการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ
“ข้อมูลทางธุรกิจที่ยังไม่เปิดเผย”

• ในกรณีที่ธุรกิจอาจมีความลับทางส่วนผสมทางการผลิต ก็อาจจดทะเบียนความลับทางการค้าก็ได้ โดยที่ธุรกิจจะไม่ยอมเปิดเผยสูตรให้ผู้ใด เช่น
 
    - ความลับในการผลิตเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง 
    - ความลับในการผลิตน้ําพริก

• ซึ่งผู้อื่นที่มิใช้เจ้าของความลับจะทราบคร่าวๆ เท่านั้นว่าส่วนผสมหลักคืออะไรแต่ไม่ทราบรายละเอียดจริง




  • ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เช่น ไทยประกันชีวิต ขนมบ้านอัยการ โกดัก ฟูจิ เป็นต้น
                                   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไทยประกันชีวิต 





  • สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หมายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทน แทนแหล่งภูมิศาสตร์
  • สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มี คุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เช่น มีดอรัญญิก ส้มบางมด ผ้าไหมไทย แชมเปญ เป็นต้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มีดอรัญญิก   

 

 
    ลิขสิทธิ์  เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา" ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ 

    ลิขสิทธิ์   เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถซื้อขาย หรือโอนสิทธิกันได้ทั้งทางมรดก หรือ โดยวิธีอื่นๆ การโอนลิขสิทธิ์ควรที่จะทําเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทําเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้ 








• งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
• งานนาฏกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรํา การเต้น การทําท่า หรือ การแสดงที่ประกอบขึ้นเป็น เรื่องราว การแสดงโดยวิธีใบ้ 
• งานศิลปกรรม เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย ภาพ ประกอบแผนที่ โครงสร้าง ศิลปประยุกต์และรวมทั้งภาพถ่าย และแผนผังของงานดังกล่าวด้วย 









• งานดนตรีกรรม เช่น เนื้อร้อง ทํานอง และรวมถึงโน๊ตเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน
• ข่าวประจําวัน และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร 
• รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย 
• ประกาศ คําสั่ง ระเบียบ คําชี้แจง ของหน่วยงานรัฐหรือท้องถิ่น 
• คําพิพากษา คําสั่ง คําวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ 
• คําแปล และการรวบรวมสิ่งต่างๆ ข้างต้น ที่หน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นจัดทําขึ้น









    สิทธิในลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยทันทีนับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างผลงานโดยไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งมีลักษณะการได้มา ดังนี้

– คุ้มครองทันทีที่ได้มีการสร้างสรรค์งานนั้น

– กรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผูมีสัญชาติไทยหรือมีสัญชาติ
ในประเทศที่เป็ภาคีแห่งอนุสัญญาภาคีอยู่ด้วย
– กรณีที่มีการโฆษณางานแล้ว ต้องเป็นการโฆษณาครั้งแรกได้ทําขึ้นในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีฯ

– กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย










   เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทําการใดๆ ต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของตน ดังต่อไปนี้

– มีสิทธิ์ในการทําซ้ํา ดัดแปลง จําหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบทําสําเนา

– การทําให้ปรากฏต้อสาธารณชนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตน โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้








• งานทั่วๆ ไป ลิขสิทธิ์จะมีตลอดอายุผู้สรางสรรค์และจะมีต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย กรณีเป็นนิติบุคคล ลิขสิทธิ์จะมีอยู่ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
• งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนต์ หรืองานแพร่เสียง แพร่ภาพ ลิขสิทธิ์มีอยู่ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น 
• กรณีได้มีการโฆษณางานเหล่านั้น ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่โฆษณาครั้งแรก ยกเว้นในกรณีศิลปประยุกต์ให้มีลิขสิทธิ์อยู่ต่อไปอีก 25 ปี นับแต่โฆษณาครั้งแรก 
• ผลภายหลังลิขสิทธิ์หมดอายุ งานนั้นตกเป็นสมบัติของสาธารณะ บุคคลใดๆ สามารถใช้งานนั้นๆ ได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์


การปลอมแปลง เป็นการผลิตที่มีการใช้วัสดุ รูปลักษณ์ ตราสินค้าที่เหมือนกับของเจ้าของทุกประการโดยที่ผู้ซื้ออาจแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือไม่ ดังที่เราพบเห็นกันในท้องตลาด เช่น การปลอมนาฬิกาโรเล็กซ์ เสื้อโปโล กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง, สินค้าของ Dior เป็นต้น
การลอกเลียนแบบ โดยที่ตัวสินค้ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนสินค้าของเจ้าของผู้ผลิตแต่มีการปรับเครื่องหมายการค้าเล็กน้อย เช่น PRADA เป็น PRADO , Sony เป็น Somy เป็นต้น
การลักลอบผลิต คือ การลักลอบผลิต เทปผี ซีดีเถื่อน ซึ่งเราได้พบเห็นข่าวการลักลอบผลิตอยู่เป็นประจํา เช่น ซีดีภาพยนตร์เรื่องต้มยํากุ้งที่เคยเป็นข่าวมาแล้ว 
สําหรับการละเมิดลิขสิทธิ์โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทางด้านซอฟตแวร์ (Software Piracy)


                              

                                   


บทที่ 5 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น















-  ความเป็นอิสระในการพูดโดยปราศจากการตรวจสอบและการกำจัด
-  ความเป็นไปได้ที่จะทำการไดๆ ตามที่ตนเองต้องการ
-  จัดเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ชน






      




          กฏหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล  ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย พ.ศ. 2550  หมวดที่ 3 "สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย" ส่วนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน  มีดังนี้

มาตรา 45

          บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น


มาตรา 46

          พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ 


มาตรา  47

          คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ



มาตรา 48



        ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว





 









1. คำลามกอนาจาร
2. คำใส่ร้ายป้ายสี
3. คำยั่วยุให้เกิดความกลัว
4. คำยั่วยุให้มีการก่ออาชญากรรม
5. คำดูถูกเหยียดหยาม
6. คำปลุกปั่นก่อให้เกิดความไม่สงบ





  




  
 ระบบส่งอีเมล์นิรนาม 

   -   เป็นโปรแกรมที่จะทำการปลดที่อยู่อีเมล์จริงของผู้ส่งออก แล้วแทนที่ด้วยที่อยู่นิรนาม,
        ที่อยู่ปลอม หรือไม่มีที่อยู่ผู้ส่งไปยังผู้รับ
   -   วิธีการนี้จะทำให้ไม่สามารถทราบอีเมล์ของผู้ส่งได้ และหากมีการเข้ารหัสเนื้อความใน
       อีเมล์ จะทำให้การรับส่งเมล์มีความปลอดภัยมากขึ้น
   -   การใช้ระบบส่งอีเมล์นิรนามในทางที่ผิด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้ เช่น ใช้เพื่อโจมตี
       ผู้รับโดยไม่ทราบว่าผู้ส่งคือใคร หรือใช้เพื่อโฆษณาเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการ เป็นต้น
  

  การปกปิดชื่อจริง

    -  การแสดงความคิดเห็นโดยไม่เปิดเผยนาม หรือ การปกปิดชื่อ  คือการไม่เปิดเผยข้อมูล
ส่วนตัวของบุคคลที่แสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพประการหนึ่งของบุคคลที่พึงมี
    -  การปกปิดตัวตนที่แท้จริงได้ ทำให้เกิดการใช้สิทธิและเสรีภาพในด้านนี้เกิดขอบเขต ขาดจริยธรรม หรือ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องหมายในการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย

  การแสดงข้อความหมิ่นประมาท

   -  เป็นการใส่ความผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศ และได้รับความเดือfร้อนโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน
 
   -  การแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็พึงระวังให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปโดยชอบ
 
   -  โดยคำนึงว่าความคิดเห็นที่แสดงออกไปนั้น โดยเฉพาะที่แสดงผ่านทางเว็บไซต์ ควรงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้ายสร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
      
   
        การโพสต์แสดงความคิดเห็นพาดพิงถึงบุคคลอื่นบนเว็บไซต์โดยไม่ระวัง อาจทำให้ท่าน  ได้รับความเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเท่าที่ผ่านมา มีสมาชิกหลายๆท่าน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่ทันตั้งตัวเนื่องจากโพสต์แสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้ เช่น


- นาย ก. สั่งซื้อของทางอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้รับสินค้า เลยโพสต์ด่าหาว่าคนขายโกงเงิน, คนขายขี้โกง เป็นต้น


- นาง ข. ด่าผู้อื่นว่ารับสินบน, โกงกิน, รับส่วยใต้โต๊ะ, ประพฤติตนไม่สุจริต เป็นต้น

- นาย ค. หรือ นาง ง. ด่าว่าคู่สมรสว่ามีชู้หรือมีเมียน้อย, ด่าว่าขายบริการทางเพศ เป็นต้น 


        กฎหมายได้กำหนดให้ การโพสต์ข้อความอันเข้าข่ายหมิ่นประมาทนั้น อาจเสี่ยงที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาใน 3 มาตรา ดังนี้

1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือ ถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท


     " ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

2) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงบันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น 


        "ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท"

3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหาย แก่ชื่อเสียง หรือ เกียรติคุณ ของบุคคลอื่น ก็ดี หรือ เป็นที่เสียหาย แก่ทางทำมาหาได้ หรือ ทางเจริญของเขา โดยประการอื่น ก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหาย อย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้

       ผู้ใด ส่งข่าวสาร อันตนมิได้รู้ว่า เป็นความไม่จริง หากว่า ตนเอง หรือ ผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสีย โดยชอบ ในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่า เพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้น ต้องรับผิด ใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่”


      ดังนั้นการโพสต์ข้อความในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่า คนโพสต์จะเป็น "ผู้ใด" หากทำให้คนอื่นเสียหาย ก็เป็นความผิดตามกฎหมายได้ เนื่องจากการ หมิ่นประมาทถ้าได้โพสต์หรือกล่าวพาดพิง ถึงใครให้คนอื่นฟัง ก็ถือเป็นการ "ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม" ถ้าข้อความที่โพสต์ ทำให้ผู้อ่านรู้สึก ไม่ดีกับผู้ที่ถูกกล่าวพาดพิงย่อมเป็นการโพสต์หรือกล่าวที่อาจเข้าข่าย "โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง" ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายได้ และเมื่อได้โพสต์ในอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการ "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" ซึ่งโทษหนักกว่า


           สรุปได้ว่าการโพสต์ข้อความละเมิดผู้อื่นบนเว็บไซต์สามารถเข้าข่ายมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ผู้โพสต์จึงอาจเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดีทางศาล และถูกตัดสินให้ต้องรับผิดตามการพิจารณาของศาลได้







วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บทที่ 4 ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี


 ภัยคุกคาม คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการทําอันตรายต่อทรัพย์สิน
ภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น

  • ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา
  • ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่น ภัยคุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง
  • ภัยคุกคามที่ สามารถทําลายช่องโหว่ สร้างความเสียหายแก้ระบบได้



1. ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล
  • เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากพนักงานหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงสารสนเทศขององค์กรได้ 


  • อาจเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์หรือขาดการฝึกอบรมหรือคาด       เดาเป็นต้น

  •  2. ภัยร้ายต่อทรัพย์สินทางปัญญา
    • ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual  Property) คือ ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยบุคคลหรือองค์กรใดๆ หากต้องการนําทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นไปใช้ อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายและจะต้องระบุแหล่งที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน
    • ในทางกฎหมาย การให้สิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพยสินทางปัญญา มี 4 ประเภท คือ 

          Icon Mini  ลิขสิทธิ์ (copyrights)
          Icon Mini ความลับทางการค้า (Trade Secrets) 
          Icon Mini เครื่องหมายการค้า (Trade Marks) 
          Icon Mini สิทธิบัตร (Patents)

    3. การจารกรรมหรือการรุกล้ำ
    • การจารกรรม (Espionage)  เป็นการที่กระทําซึ่งใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์หรือตัวบุคคลในการจารกรรมสารสนเทศที่เป็นความลับ
    • การรุกล้ำ (Trespass)   คือ การกระทําที่ทําให้ผู้อื่นสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อรวมรวมสารสนเทศที่ต้องการโดยไม่ได้รับอนุญาต

    4. การกรรโชกสารสนเทศ
    • การที่มีผู้ขโมยข้อมูลหรือสารสนเทศที่เป็นความลับจากคอมพิวเตอร์แล้วต้องการเงินเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการคืนสารสนเทศนั้นหรือแลกกับการไม่เปิดเผยสารสนเทศดังกล่าว เรียกว่า Blackmail

    5. การทำลายหรือทำให้เสียหาย
    • เป็นการทําลายหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์ ภาพลักษณ์ธุรกิจ และทรัพย์สินขององค์กร ซึ่งอาจเกิดจากผู้อื่นที่ไม่หวังดี หรือแม้กระทั่งจากพนักงานขององค์กรเอง
    • การทําลาย เช่น การขีดเขียนทําลายหน้าเว็บไซต์

    6. การลักขโมย
    • การถือเอาของผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย เช่น อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งแบบธรรมดาและแบบอิเล็คทรอนิค   แล้วยังรวมถึง สารสนเทศขององค์กรและทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ 

    7. ซอฟต์แวร์โจมตี
    • เรียกว่า การโจมตีโดยซอฟต์แวร์ เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลออกแบบซอฟต์แวร์ให้ทําหน้าที่โจมตีระบบ เรียกว่าMalicious Code  หรือ Malicious Software หรือ Malware 
    • มัลแวร (Malware) ถูกออกแบบเพื่อสร้างความเสียหาย ทําลาย หรือ ระงับการให้บริการของระบบเป้าหมาย มีหลายชนิด เช่น virus  worm, Zombie, Trojan Horse, Logic Bomb, Back door เป็นต้น

    8. ภัยธรรมชาติ
    • ภัยธรรมชาติต่างๆ สามารถสร้างความเสียหายให้กับสารสนเทศขององค์กรได้หากไม่มีการป้องกันหรือวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรได้อย่างมหาศาล
    • สามารถป้องกันหรือจํากัดความเสียหาย โดยการวางแผนรับสถานการณฉุกเฉินและภัยพิบัตร

                       
    "ช่องโหว่" คือความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่เปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถเข้าถึงสารสนเทศในระบบได้ซึ่งจะนําไปสู่ความเสียหายแก่สารสนเทศ หรือแม้แต่การทํางานของระบบ




    1. การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ (User Account Management Process)

       ทุกองค์กรจําเป็นต้องมีการจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ใช้ User Account เพื่อทําการล็อกอินเข้าสู่ระบบซึ่งต้องมี User  Name  ,  Password รวมถึงการควบคุมการเข้าถึง (Access  Control  )  และการให้สิทธิ์ (Authorization) เป็นต้น

    2. ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ำเสมอ

         หากองค์กรละเลยติดตามข่าวสารจากบริษัทผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ หรือ แอลพลิเคชั่นและไม่ทําการ Download  Patch มาซ่อมแซมระบบอย่างเป็นระยะอาจทําให้ระบบปฏิบัติการมีช่องโหว่และข้อผิดพลาดสะสมเรื่อยไปจนกลายเป็นจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการบุกรุกโจมตีได้มากที่สุด โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการแบบเครื่อข่าย

    3. ไม่มีการอัพเดทไวรัสอย่างสม่ำเสมอ

         การอัพเดทไวรัสเป็นการเพิ่มข้อมูลรายละเอียดคุณลักษณะของไวรัสชนิดใหม่ๆ ในฐานข้อมูลของโปรแกรม ซึ่งจะช่วยให้โปรแกรมสามารถตรวจจับไวรัสชนิดใหม่ได้แต่หากไม่การอัพเดทจะส่งผลให้โปรแกรมไม่รู้จักไวรัสชนิดใหม่ระบบจะเสี่ยงต่อการติดไวรัสมากขึ้น

    4. การปรับแต่งค่าคุณสมบัติ ระบบผิดพลาด 

         การที่ผู้ดูแลระบบต้องปรับแต่งคุณสมบัติต่างๆ ของระบบด้วยตนเอง Manually จะเสี่ยงต่อการกําหนดค่าผิดพลาดได้สูงกว่าระบบทําการกําหนดให้เองอัตโนมัติ



                               
    "การโจมตี" (Attack) คือ ารกระทําบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบเพื่อเข้าควบคุมการทํางานของระบบ เพื่อให้ระบบเกิดความเสียหายหรือเพื่อโจรกรรมสารสนเทศ 


    1. Malicious Code หรือ Malware 


    • โค๊ดมุ่งร้ายหรือเป็นอันตรายอันได้แก่ Virus,  Worm,  Trojan  Horse ยังรวมถึง Web scripts


    รูปแบบการโจมตีของ Malicious Code

    1. สแกนหมายเลข IP  Address  เพื่อหาหมายเลขช่องโหว่แล้วทําการติดตั้งโปรแกรม Back door เพื่อเปิดช่องทางลับให้กับแฮกเกอร์

    2. ท่องเว็บไซต์ระบบที่มี Malicious  ฝังตัวอยู่จะสร้างเว็บเพจชนิดต่างๆ เมื่อผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บเพจที่มีอันตรายดังกล่าวก็จะได้รับ Malicious Code ไปได้

    3. Virus โดยการคัดลอกตัวเองไปอยู่กับโปรแกรมที่ผู้ใช้รันโปรแกรมนั้นๆ 

    4. Email โดยการส่งอีเมลที่มี Malicious  Code  ซี่งทันทีที่เปิดอ่าน Malicious Code ก็จะทํางานทันที

    2. Hoaxes 
          การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น ปล่อยข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ทางเมล์ยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย เป็นต้น

    3. Back door หรือ Trap Door 
          เส้นทางลับที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ

    4. Password Cracking 
          การบุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ใดๆ โดยใช้วิธีการเจาะรหัสผ่าน เริ่มต้นด้วยการคัดลอกไฟล์ SAM  (Security  Account Manager)  แล้วทําการถอดรหัสด้วยอัลกอริทึ่มถอดรหัสชนิดต่างๆ จนกว่าจะได้รหัสผ่านที่ถูกต้อง

    5. Brute Force Attack 
         เป็นการพยายามคาดเดารหัสผ่าน โดยการนําคีย์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดมาจัดหมู่ Combination การคาดเดารหัสผ่านนี้จะเป็นการคํานวณซ้ําหลายๆ รอบเพื่อให้ได้กลุ่มรหัสผ่านที่ถูกต้องจึงมีการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาเพื่อช่วยให้การคํานวณรวดเร็วขึ้น

    6. Denial Of Service 
         การปฏิเสธการให้บริการของระบบเป็นการโจมตีโดยใช้วิธี ส่งข้อมูลจํานวนมากไปยังเป้าหมาย ทําให้แบรนด์วิดธ์เต็มจนไม่สามารถให้บริการได้



                                          


         วรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virusคือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาแผ่นดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้กับอีกเครื่องหนึ่ง การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายความว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว การที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกใช้ให้ทำงาน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวเลยว่า ขณะที่ตนเรียกใช้โปรแกรมหรือเปิดไฟล์ใดๆขึ้นมาทำงาน ก็ได้เรียกไวรัสขึ้นมาทำงานด้วย จุดประสงค์การทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแสดงข้อความวิ่งไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้นMalware  (มัลแวร์)     : ย่อมาจาก Malicius Software หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยจะเข้ามาบุกรุกเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยที่เราไมรู้ตัวและสร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์และเครื่อข่ายนั้นๆ เช่น virus,worm,trojan,adware,spyware






    Virus(ไวรัส) 

         เป็นโปรแกรมที่สามารถติดต่อจากอีกไฟล์หนึ่งไปยังอีกไฟล์หนึ่งภานในระบบเดียวกัน หรือจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นโดยการแนบตัวเองไปกับโปรแกรมอื่นวิธีป้องกัน virus
    • ควรติดตั้งซอฟต์แวร์ ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสและเครื่องมือได้ตลอด เพราะจะทำให้สามารถดักจับ และจัดการกับไวรัสตัวใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว
    • อัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (Anti Virus) อย่างสม่ำเสมอ
    Worm (หนอนอินเตอร์เน็ต)      : เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส สามารถแพร่กระจายตัวของมันเองได้โดยอัตโนมัติและไม่ต้องอาศัยโปรแกรมอื่นในการแพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆผ่านทางเครือข่าย ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายตัวหนอนที่เจาะใช้ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ แพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลายๆโปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไปวิธีป้องกัน  Worm
    • การติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส  แบบ Real time หมายถึงตรวจสอบอีเมล์ทุกครั้งที่เข้ามา ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการแวะเวียนเข้าไปแบบอัตโนมัติ เป็นต้น
    • ควรหลีกเลี่ยงการเปิดเมล์ที่เราไม่รู้จัก หรือไม่แน่ใจ

    Trojan Horse (ม้าโทรจัน) 

       เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกบรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อลอบเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เช่น รหัสผ่าย ข้อมูลชื่อผู้ใช้ เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ  ม้าโทรจัน แตกต่าง จากไวรัสที่การทำงาน  ไวรัส ทำงาน.โดย ทำลายคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง  แต่ ม้าโทรรจัน ไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์โปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไปการป้องกัน/กำจัด Trojan Horse
    • ใช้ Firewall เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากแฮคเกอร์
    • ใช้ซอฟต์แวร์สำหรับการตรวจจับและทำลายโทรจัน เช่น  The Cleaner 3.1 ,Trojan Remover, Anti-Trojan 5 เป็นต้น



    Adware  
         เป็นศัพท์เทคนิคมาจากคำว่า Advertising Supported Software  แปลเป็นไทยได้ว่า โปรแกรม สนับสนุนโฆษณาแตกต่าง จากไวรัสที่การทำงาน  ไวรัส ทำงาน.โดย ทำลายคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง  แต่ ม้าโทรรจัน ไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์โปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป

    Spyware 

         เป็นโปรแกรมสายลับ โดยจะดึงข้อมูลต่างๆที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเรา ส่งไปยังบริษัทแม่ ถึงแม้ว่าทางบริษัทจะมีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคล  แต่ความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลต่างๆถูกส่งไปให้บริษัทแม่อย่างต่อเนื่อง  เช่น ข้อมูลที่เกียวกับเวลาที่เราใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไหนที่เราเข้าไปดูบ่อยๆเป็นต้นอาการของเครื่องที่ติด Spyware

    • อาจมีป้ายโฆษณาเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา หรื่อเรียกว่า pop-up
    • เก็บข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ต่างๆและเว็บที่เราชื่นชอบส่งไปยังผู้ที่ต้องการ
    • เว็บเริ่มต้นในการทำงานถูกเปลี่ยนแปลงไป
    • มีโปรแกรมใหม่ๆเกิดขึ้นถูกติดตั้งขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มีการติดตั้ง
    • ค้นหาข้อมูลใน search engine จะมีความแตกต่างออกไปจากเดิม
    วิธีป้องกัน Spyware
    • ระวังเรื่องการ download โปรแกรมจากเว็บไซต์ต่างๆ
    • ระวัง อีเมล์ทีให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแจก.โปรแกรมฟรีเกี่ยวกับการกำจัด spyware
    • ระหว่างการใช้งานอินเทอร์เน็ต ถ้ามีหน้าบอกให้ คลิกปุ่ม yes ระวังสักนิด อ่านรายละเอียดให้ดี อาจมี spyware แฝงอยู่ แนะนำให้คลิก No ไว้ก่อน จะปลอกภัยกว่า
    • มีหน้าต่าง pop-up ขึ้นมา ใหกดปุ่มปิดแทนการคลิกปุ่มใดๆ และโดยเฉพาะบริเวณป้ายโฆษณา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังยืนยันให้มีการติดตั้ง spywareแล้ว

    thanks ja